Social Network

No one uses poll anymore

ไปเจอผลการสำรวจความเห็นของผู้ใช้เกี่ยวกับ iPad ที่น่าสนใจมา

NegativeiPadStory.jpg

ที่น่าสนใจไม่ใช่ความเห็นของผู้ใช้ต่อ iPad ว่ามันแย่ยังไง (อันนั้นรู้กันอยู่แล้ว) แต่เป็นวิธีการรวมรวบข้อมูล เพราะถึงหน้าตาจะดูเหมือนผลการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม แต่ข้อมูลดิบนั้นรวบรวมมาจาก "ทวีต" จำนวนเกือบครึ่งล้านข้อความของผู้ใช้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับ iPad หลังการเปิดตัว ซึ่งผู้รวบรวมและนำข้อมูลมาประมวลผลคือ TweetFeel

Unintentionally Spam

เราจะใส่ hashtag ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อความในทวีตกันไปเพื่ออะไร ?

MLM on Twitter ?

หลังจากเริ่มเบื่อจากการถูกฟอลโลว์ด้วยแอคเคานท์ของสินค้าต่างๆ เลยมานั่งคิดว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการทำการตลาดบนทวิตเตอร์หรือเปล่า

โดยธรรมชาติของทวิตเตอร์เราได้รับข้อความอัพเดตจากแอคเคานท์ที่เราฟอลโลว์เป็นหลัก ผู้ที่ต้องการจะโปรโมตสินค้า่ทั้งหลายเลยพยายามจะให้เราไปฟอลโลว์สิ้นค้าของเขาให้ได้ด้วยการมาไล่ฟอลโลว์คนไปทั่ว (มีที่รีพลายมาหาบ้างแต่ดูจะเป็นวิธีที่ฉาบฉวย ไม่ยังยืน)

ลองคิดถึงผู้ชายที่จีบผู้หญิงไปทั่วไม่เลือกหน้า แน่นอนว่าอาจจะมีสักคนที่จีบติด แต่ชื่อเสียงความเจ้าชู้ของเขาก็อาจจะการจายไปทั่วด้วยการบอกปากต่อปาก ถ้าจีบไม่กี่คนแล้วติดก็ดีไป แต่ถ้ายิ่งนานชื่อเสียของเขาก็จะเป็นอุปสรรคในการเข้าหาผู้หญิงคนใหม่ (ยกเว้นไปเจอคนที่ชอบผู้ชายเจ้าชู้) ซึ่งถ้าทำการตลาดด้วยวิธีเดียวกันผลเสียจะยิ่งทวีคุณขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายคนนั้นถ้าจีบติดก็คือจบอาจไม่ต้องไปสนกับชื่อเสียอะไร แต่เรายังต้องการที่จะโปรโมตสินค้าไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นโจทย์ที่ต้องตีให้แตกจริงๆ คือจะทำยังไงให้คนมาฟอลโลว์มากกว่าไล่ฟอลโลว์มั่วไปหมด

แล้วปกติเวลาจะฟอลโลว์แอคเคานท์ไหนเราตัดสินใจจากอะไรบ้าง

  • คนรู้จัก
  • เพื่อนของคนรู้จักที่น่าสนใจ
  • คนที่น่าสนใจ
  • เพื่อนของคนที่น่าสนใจ ที่น่าสนใจ
  • ฯลฯ

ถ้าสินค้าหรือแบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักหรือกำลังเป็นที่สนใจในเวลานั้นคงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราเป็นหน้าใหม่ในวงการละ จะทำยังไง ?

ที่เห็นบ้างในตอนนี้คือการให้คนดังๆ (อาจไม่จำเป็นต้องเป็นดารา) ที่คนฟอลโลว์มีจำนวนมากในระดับหนึ่งทวีตถึงสินค้าหรือแบรนด์ที่จะโปรโมต ถ้าคนที่ฟอลโลว์สนใจก็จะตามไปฟอลโลว์แอคเคานท์ที่เขาพูดถึงเอง ซึ่งก็ดูจะเป็นวิธีที่ win-win ทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายที่จะขายก็ได้โปรโมต ส่วนผู้รับชมก็แทบไม่เสียอะไรเพราะก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะทวีตถึงแบรนด์หรือสินค้าที่เราเจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ก็แน่นอนว่าถ้ามากไปมันก็ไม่ดี ตรงส่วนนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทีมที่ทำการตลาดว่าเข้าใจสื่อใหม่กับนิสัยการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของลูกค้าตัวเองขนาดไหน

จากตรงนี้จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลในทวิตเตอร์ทำได้รวดเร็วมาก (น่าเชื่อถือหรือไม่เป็นอีกเรื่อง) เพราะเราฟอลโลว์และมีคนฟอลโลว์เราเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยเป็นธรรมดา เลยพาลคิดไปว่าถ้าธุรกิจที่ต้องการกระจายตัวเองไปแบบไฟลามทุ่งอย่างการขายตรงมันข้ามเข้ามาถึงในทวิตเตอร์จะทำยังไงดี

ถ้าเป็นใครสักคนที่เราไม่รู้จักอะไร การตัดสินใจกดอันฟอลโลว์ก็ง่ายนิดเดียว แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราล่ะจะทำยังไง ?

Do Levels of Relationship in Social Network Matter ?

ในทวิตเตอร์ เราอาจฟอลโลว์ตั้งแต่คนที่รู้จักในชีวิตจริง ใครสักคนที่รู้จักกันผ่านบล็อก ไปจนถึงแอคเคาน์ของแบรนด์สินค้า แต่ทั้งหมดนั้นเราฟอลโลว์เพราะสนใจในความเป็นไปของคน (หรือสิ่ง) ที่เราฟอลโลว์

ในชีวิตจริง เราก็ต้องการรู้ความเป็นไปของคนที่เรารู้จักหรือสิ่งที่เราสนใจเหมือนกัน แต่จะต่างตรงที่มี "ระดับความสัมพันธ์" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งจะเป็นตัวกำหนด "ความถี่" ในการรับรู้ความเป็นไปของคนเหล่านั้น เช่น เราอยากรู้ว่าแฟนของเราทำอะไรบ้างทุกวัน นัดกินข้าวกับเพื่อนสนิทอาทิตย์ละครั้งเพื่อคุยว่าอาทิตย์นี้เจออะไรมาบ้าง หรือ โทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนสมัยประถมนานๆ ครั้ง

แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้เราก็อยากรู้ว่าคนที่เรารู้จัก "(เกือบ) ทุกคน" กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางผลประโยชน์ ความสบายใจ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งก็คงทำได้ถ้าเราไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทาง "เวลา" ที่เราต้องใช้เพื่อทำการ "ติดต่อ" กับคนที่เราอยากรู้ความเป็นไป

ในการทำงาน ถ้าเรามีเวลาจำกัดแต่งานที่ต้องทำมีหลายชิ้น เราก็ต้องเลือกงานที่เร่งด่วน หรือมีความสำคัญมากที่สุดขึ้นมาทำก่อน

การบริหารความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน ถ้าเรามีเวลาว่างแค่น้อยนิด เราคงไม่เลือกที่จะโทรไปถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกับสิบกว่าปี แทนการไปอยู่กับคนที่เรารัก

เราจะสามารถทำแบบเดียวกันนี้ในสังคมแบบออนไลน์ได้หรือไม่

ถ้าเรานั่งเล่นอยู่กับกาแฟและเวลาอันเหลือเฟือในสตาร์บัค การนั่งอ่านอัพเดตของคนที่เราฟอลโลว์ทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องที่เราเจียดเวลามาใช้ได้อย่างสบาย แต่ถ้าเราอยู่ในช่วงพักห้านาทีระหว่างประชุม แล้วอยากรู้แค่ว่าเพื่อนในกลุ่มที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดจะทวีตว่าเจออะไรกันบ้าง การที่จะทำให้เราได้รับแค่อัพเดตของคนที่เราสนใจเป็นพิเศษในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะสามารถทำได้หรือไม่

คำตอบก็คือทำได้ ด้วยการใส่ฟีเจอร์เข้าไปในแอพพลิเคชั่นของสังคมแบบออนไลน์ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินความสามารถของผู้พัฒนา

แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ใช้ต้องการมันจริงๆ หรือไม่

ถ้าเรายังคงแบ่งแยกสังคมแบบออนไลน์ออกจากสังคมในโลกความเป็นจริงอยู่ ระดับความสัมพันธ์ก็ไม่มีผลอะไรในโลกออนไลน์ เพราะยังไงเราก็ติดต่อกับคนที่มีความสำคัญด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว

หรือเราจะให้สังคมในชีวิตจริงถูกแทนที่ด้วยสังคมแบบออนไลน์ และกำหนดระดับความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นตัวช่วยตัดสินความสำคัญในการติดต่อกับบุคคลนั้น

หรือในสังคมแบบออนไลน์นั้น ต้นทุนทั้งทางค่าใช้จ่ายและเวลาในการติดต่อกับผู้อื่นมีค่าแทบไม่ต่างกัน ทำให้ระดับความสัมพันธ์ไม่เป็นปัจจัยในการเลือกที่จะติดต่อใครสักคนอีกต่อไป