Thought

My Thought on Tablet Device

คิดเรื่องเกี่ยวกับ tablet มาระยะนึงแล้ว ช่วงนี้ได้ลองเล่นของจริงบ้างก็มีที่ไม่ตรงกับที่คิดไว้หรือคิดอะไรเพิ่มเติมได้อีกจำนวนนึง จดเก็บไว้หน่อยกันลืม

  • เหมาะกับการบริโภคข้อมูลมาก (บางคนใช้คำว่า "เสพย์สื่อ") ด้วยขนาดหน้าจอที่พอดี ไม่ใหญ่ไปจนน่ารำคาญหรือเล็กไปจนมองอะไรไม่เห็น (แต่ถ้าคิดประเด็นเรื่องความสะดวกในการพกพาเพิ่มเข้าไปขนาด 5" - 7" น่าจะกำลังดี) และการที่ไม่มี physical keyboard ทำให้ไม่มี distraction มาดึงความสนใจจากเนื้อหาที่กำลังรับ
  • เลยทำให้การป้อนข้อมูลเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าใช้งานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค้าหาในกูเกิล หรืออัพเดตข้อความในเฟสบุ๊ค ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร แต่การพิมพ์รายงานเป็นเล่มบนจอสัมผัสคงไม่สนุกแน่ ถ้าจะนำมาใช้ทดแทนคอมพิวเตอร์ในแง่ของการ "ป้อนข้อมูล" แล้วคงต้องแก้ด้วยการรื้อแนวคิดการป้อนข้อมูลแบบเดิมด้วยคีย์บอร์ดแล้วไปใช้วิธีที่เหมาะสมกับสรีระร่างกายตอนใช้งานมากกว่า เช่น การสั่งงานด้วยเสียง (natural language processing มาแน่นอน) การใช้ปุ่มหรือผิวสัมผัสหลังตัวเครื่อง (มีหลายเจ้าเริ่มทำวิจัยแล้ว แต่บางคนยังเห็นว่ามันตลกและไร้สาระอยู่) ใช้เซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวจากภายนอก หรือกลับสู่เบสิคด้วยการใช้ดินสอเขียนบนหน้าจอเอา ฯลฯ (ยังคิดอย่างอื่นไม่ออก)
  • ซึ่งถ้าการป้อนข้อมูลทำได้ดี ตอบสนองรวดเร็ว ผลลัพธ์เชื่อถือได้ คงจะทำให้การบันทึกข้อมูลที่เราเพิ่งรู้ (ขอเรียกข้อตะกี้ว่าข้อมูลที่เรารู้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องการสื่อช่วยบันทึกที่ตอบสนองรวดเร็วนักเพราะข้อมูลยังคงอยู่ในความจำหรือสื่ออื่นๆ) เช่น หัวข้องานที่ต้องทำที่ได้ในระหว่างการประชุม ประเด็นที่อาจารย์สอนในคาบเรียน หรือความคิดต่างๆ ที่แล่นอยู่ในหัว ซึ่งล้วนต้องบันทึกให้เร็วพอก่อนที่ข้อมูลในความจำระยะสั้นจะหายไป มาบันทึกด้วยวิธีแบบดิจิทัลมากขึ้น แทนที่เครื่องมือที่ดีที่สุดอย่างดินสอและกระดาษในตอนนี้
  • (ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองก็สงสัยในประเด็นของการเขียนด้วยดินสอว่าที่มันเร็วเนี่ยเพราะมันเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดหรือเพราะเราชินกับมันมากที่สุด แต่ผมคงหาตัวอย่างทดลองที่บันทึกข้อมูลด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การเขียนมาตั้งแต่เกิดไม่ได้ในเร็ววันนี้)

  • ส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ต้องค้นคว้าและออกแบบกันเพิ่มเติมอีก ที่จริงตอนแรกคิดว่าเอารูปแบบของ desktop มาใช้เลยก็ไม่น่ามีปัญหา แต่พอได้ลองใช้ tablet จริงๆ แล้วก็เข้าใจทันทีว่าทำไม Windows Tablet รุ่นที่ผ่านๆ มาถึงไม่รุ่งซะที (แต่ใน Windows 7 ก็ทำมารองรับระบบสัมผัสพอสมควรแล้วนะ) และ Ubuntu Netbook Remix นั้นมองการไกลขนาดไหน การมีพื้นที่ใช้สอยบนจอภาพแบบสัมผัสได้มากจนถึงระดับนึงจะทำให้มีแนวทางใหม่ๆ มากมายในการสร้างส่วนติดต่อกับผู้ใช้ ตอนนี้หลายเจ้าคงได้เรียนรู้ข้อดีข้อเสียจาก iPad ของแอปเปิลที่ออกตัวไปก่อนแล้ว
  • ระบบ navigation คงต้องลดการใช้ปุ่มลงและเพิ่มการใช้ gesture ให้มากขึ้นเพราะระยะห่างจากนิ้วมือผู้ใช้ถึงบริเวณต่างๆ นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และการจับอุปกรณ์อาจจะมีรูปแบบที่หลากหลาย การสร้าง "Menu ที่เรียกใช้ตรงไหนก็ได้" น่าจะเป็นทางออกที่ดีอันนึง
  • เกมที่บังคับด้วย virtual button บนหน้าจอคงจะน้อยลง เพราะขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นทำให้เอานิ้วไปเล่นบนหน้าจอได้โดยไม่บดบังเนื้อหาเกินระดับที่ยอมรับได้ (เหมือนใช้ stylus บน Nintendo DS) แอบหวังลึกๆ ว่าจะมี remake ของเกม Black & White หรือเกมอารมณ์ประมาณนี้ออกมาให้เล่นนะ

ตอนนี้คิดประเด็นที่เป็นรูปเป็นร่างออกแค่นี้ หนทางที่มองไม่เห็นคงยังอีกยาวไกล

I just forget why I opened this link

ปกติเวลาเจอลิงค์ที่น่าสนใจผมจะเปิดทิ้งไว้จนกว่าจะมีเวลาไปอ่าน ทำให้บางทีก็ทิ้งไว้นานมากจนลืมไปแล้วว่าเปิดทิ้งไว้เพราะอะไร

ถ้าเป็นเว็บไซต์หรือบทความที่ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเกิดต้องอาศัย context บางอย่างเพื่อที่จะเข้าใจแล้วล่ะก็ จะเกิดอาการงงทันทีว่าเราเปิดทิ้งไว้ทำไมนะ

ถึงจะแก้ปัญหาได้ด้วยการบันทึกเป็นบุ๊คมาร์คแล้วใส่ข้อมูลเพิ่มเติมกำกับลงไป ก็เป็นวิธีที่ใช้แรงเยอะอยู่ดี ทำไปได้ซักระยะคงจะเลิกทำแน่นอน เลยลองคิดหาวิธีที่น่าจะสะดวกกว่านี้ที่จะทำให้รู้ว่าเปิดลิงค์นี้ขึ้นมาทำไม

ในการแสดงผลการค้นหา ระบบจะแสดงผลลัพธ์โดยมีข้อความรอบคำที่เราใช้ค้นหา เพื่อให้เราตัดสินใจไ้ด้ว่าผลลัพธ์ตรงกับที่เราต้องการจริงๆ หรือไม่ ถ้าเราใช้หลักการเดียวกันนี้มาจับในส่วนที่ว่า ข้อความรอบๆ ลิงค์มีส่วนทำให้เราตัดสินใจกดลิงค์นั้นแล้ว ถ้าเรานำข้อความพวกนั้นมาอ่านทีหลังได้ก็น่าจะแก้ปัญหาการลืมได้ระดับหนึ่ง

หลังจากพยายามทำให้ขั้นตอนง่ายที่สุดแล้วก็ได้แนวคิดคร่าวๆ ว่า เวลากดลิงค์แล้วข้อความบางส่วนรอบๆ ลิงค์จะถูกเก็บเอาไว้ซักที่ในเบราเซอร์ เวลาเราลืมว่าเปิดหน้าเว็บนี้ไว้ทำไมก็แค่เรียกข้อความที่เกี่ยวข้องกับหน้าเว็บนั้นขึ้นมาดู

ลองหาใน plug-in ของ firefox แล้วดูเหมือนยังไม่มีใครทำ ถ้าว่างๆ แล้วน่าจะลองทำดู

MLM on Twitter ?

หลังจากเริ่มเบื่อจากการถูกฟอลโลว์ด้วยแอคเคานท์ของสินค้าต่างๆ เลยมานั่งคิดว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการทำการตลาดบนทวิตเตอร์หรือเปล่า

โดยธรรมชาติของทวิตเตอร์เราได้รับข้อความอัพเดตจากแอคเคานท์ที่เราฟอลโลว์เป็นหลัก ผู้ที่ต้องการจะโปรโมตสินค้า่ทั้งหลายเลยพยายามจะให้เราไปฟอลโลว์สิ้นค้าของเขาให้ได้ด้วยการมาไล่ฟอลโลว์คนไปทั่ว (มีที่รีพลายมาหาบ้างแต่ดูจะเป็นวิธีที่ฉาบฉวย ไม่ยังยืน)

ลองคิดถึงผู้ชายที่จีบผู้หญิงไปทั่วไม่เลือกหน้า แน่นอนว่าอาจจะมีสักคนที่จีบติด แต่ชื่อเสียงความเจ้าชู้ของเขาก็อาจจะการจายไปทั่วด้วยการบอกปากต่อปาก ถ้าจีบไม่กี่คนแล้วติดก็ดีไป แต่ถ้ายิ่งนานชื่อเสียของเขาก็จะเป็นอุปสรรคในการเข้าหาผู้หญิงคนใหม่ (ยกเว้นไปเจอคนที่ชอบผู้ชายเจ้าชู้) ซึ่งถ้าทำการตลาดด้วยวิธีเดียวกันผลเสียจะยิ่งทวีคุณขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายคนนั้นถ้าจีบติดก็คือจบอาจไม่ต้องไปสนกับชื่อเสียอะไร แต่เรายังต้องการที่จะโปรโมตสินค้าไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นโจทย์ที่ต้องตีให้แตกจริงๆ คือจะทำยังไงให้คนมาฟอลโลว์มากกว่าไล่ฟอลโลว์มั่วไปหมด

แล้วปกติเวลาจะฟอลโลว์แอคเคานท์ไหนเราตัดสินใจจากอะไรบ้าง

  • คนรู้จัก
  • เพื่อนของคนรู้จักที่น่าสนใจ
  • คนที่น่าสนใจ
  • เพื่อนของคนที่น่าสนใจ ที่น่าสนใจ
  • ฯลฯ

ถ้าสินค้าหรือแบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักหรือกำลังเป็นที่สนใจในเวลานั้นคงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราเป็นหน้าใหม่ในวงการละ จะทำยังไง ?

ที่เห็นบ้างในตอนนี้คือการให้คนดังๆ (อาจไม่จำเป็นต้องเป็นดารา) ที่คนฟอลโลว์มีจำนวนมากในระดับหนึ่งทวีตถึงสินค้าหรือแบรนด์ที่จะโปรโมต ถ้าคนที่ฟอลโลว์สนใจก็จะตามไปฟอลโลว์แอคเคานท์ที่เขาพูดถึงเอง ซึ่งก็ดูจะเป็นวิธีที่ win-win ทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายที่จะขายก็ได้โปรโมต ส่วนผู้รับชมก็แทบไม่เสียอะไรเพราะก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะทวีตถึงแบรนด์หรือสินค้าที่เราเจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ก็แน่นอนว่าถ้ามากไปมันก็ไม่ดี ตรงส่วนนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทีมที่ทำการตลาดว่าเข้าใจสื่อใหม่กับนิสัยการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของลูกค้าตัวเองขนาดไหน

จากตรงนี้จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลในทวิตเตอร์ทำได้รวดเร็วมาก (น่าเชื่อถือหรือไม่เป็นอีกเรื่อง) เพราะเราฟอลโลว์และมีคนฟอลโลว์เราเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยเป็นธรรมดา เลยพาลคิดไปว่าถ้าธุรกิจที่ต้องการกระจายตัวเองไปแบบไฟลามทุ่งอย่างการขายตรงมันข้ามเข้ามาถึงในทวิตเตอร์จะทำยังไงดี

ถ้าเป็นใครสักคนที่เราไม่รู้จักอะไร การตัดสินใจกดอันฟอลโลว์ก็ง่ายนิดเดียว แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราล่ะจะทำยังไง ?

Do Levels of Relationship in Social Network Matter ?

ในทวิตเตอร์ เราอาจฟอลโลว์ตั้งแต่คนที่รู้จักในชีวิตจริง ใครสักคนที่รู้จักกันผ่านบล็อก ไปจนถึงแอคเคาน์ของแบรนด์สินค้า แต่ทั้งหมดนั้นเราฟอลโลว์เพราะสนใจในความเป็นไปของคน (หรือสิ่ง) ที่เราฟอลโลว์

ในชีวิตจริง เราก็ต้องการรู้ความเป็นไปของคนที่เรารู้จักหรือสิ่งที่เราสนใจเหมือนกัน แต่จะต่างตรงที่มี "ระดับความสัมพันธ์" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งจะเป็นตัวกำหนด "ความถี่" ในการรับรู้ความเป็นไปของคนเหล่านั้น เช่น เราอยากรู้ว่าแฟนของเราทำอะไรบ้างทุกวัน นัดกินข้าวกับเพื่อนสนิทอาทิตย์ละครั้งเพื่อคุยว่าอาทิตย์นี้เจออะไรมาบ้าง หรือ โทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนสมัยประถมนานๆ ครั้ง

แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้เราก็อยากรู้ว่าคนที่เรารู้จัก "(เกือบ) ทุกคน" กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางผลประโยชน์ ความสบายใจ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งก็คงทำได้ถ้าเราไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทาง "เวลา" ที่เราต้องใช้เพื่อทำการ "ติดต่อ" กับคนที่เราอยากรู้ความเป็นไป

ในการทำงาน ถ้าเรามีเวลาจำกัดแต่งานที่ต้องทำมีหลายชิ้น เราก็ต้องเลือกงานที่เร่งด่วน หรือมีความสำคัญมากที่สุดขึ้นมาทำก่อน

การบริหารความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน ถ้าเรามีเวลาว่างแค่น้อยนิด เราคงไม่เลือกที่จะโทรไปถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกับสิบกว่าปี แทนการไปอยู่กับคนที่เรารัก

เราจะสามารถทำแบบเดียวกันนี้ในสังคมแบบออนไลน์ได้หรือไม่

ถ้าเรานั่งเล่นอยู่กับกาแฟและเวลาอันเหลือเฟือในสตาร์บัค การนั่งอ่านอัพเดตของคนที่เราฟอลโลว์ทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องที่เราเจียดเวลามาใช้ได้อย่างสบาย แต่ถ้าเราอยู่ในช่วงพักห้านาทีระหว่างประชุม แล้วอยากรู้แค่ว่าเพื่อนในกลุ่มที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดจะทวีตว่าเจออะไรกันบ้าง การที่จะทำให้เราได้รับแค่อัพเดตของคนที่เราสนใจเป็นพิเศษในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะสามารถทำได้หรือไม่

คำตอบก็คือทำได้ ด้วยการใส่ฟีเจอร์เข้าไปในแอพพลิเคชั่นของสังคมแบบออนไลน์ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินความสามารถของผู้พัฒนา

แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ใช้ต้องการมันจริงๆ หรือไม่

ถ้าเรายังคงแบ่งแยกสังคมแบบออนไลน์ออกจากสังคมในโลกความเป็นจริงอยู่ ระดับความสัมพันธ์ก็ไม่มีผลอะไรในโลกออนไลน์ เพราะยังไงเราก็ติดต่อกับคนที่มีความสำคัญด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว

หรือเราจะให้สังคมในชีวิตจริงถูกแทนที่ด้วยสังคมแบบออนไลน์ และกำหนดระดับความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นตัวช่วยตัดสินความสำคัญในการติดต่อกับบุคคลนั้น

หรือในสังคมแบบออนไลน์นั้น ต้นทุนทั้งทางค่าใช้จ่ายและเวลาในการติดต่อกับผู้อื่นมีค่าแทบไม่ต่างกัน ทำให้ระดับความสัมพันธ์ไม่เป็นปัจจัยในการเลือกที่จะติดต่อใครสักคนอีกต่อไป