Talk

Up in the Air

ไปดูมาตั้งแต่หนังเพิ่งเข้าโรง แต่อยากคิดเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องต่ออีกสักนิดกับอยากดู The Hurt Locker เทียบก่อน (อู้นั่นเอง)

  • ประทับใจกับความสามารถในการสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูให้เป็นไปตามที่ตัวหนังอยากจะสื่อ
  • ต้องขอบคุณบทสนทนาที่สุดจะแหลมคมและเพลงประกอบที่เนียนไปกับภาพ อารมณ์ และความรู้สึก
  • โครงเรื่องหลักนั้นดูธรรมดาเหมือนประเด็นที่เกาะอยู่รอบๆ แต่การสื่อออกมานั้นขั้นเทพ
  • เดินออกจากโรงรู้สึกอยากออกไปทำตามฝันมาก แต่เหมือนหนังจะทิ้งคำถามไว้ในหัวว่า "ความฝันกับความจริงจะเลือกอะไร?"
  • ตอนจบพอจะเดาได้นิดหน่อยแต่ก็แอบลุ้นให้มันไม่จริง
  • มีแซวเรื่องความสัมพันธ์ที่เปราะบางเพราะอินเตอร์เน็ตเล็กน้อย
  • คอมพิวเตอร์เห็นแต่ของ DELL
  • ประโยคที่ชอบที่สุดคือ "เขาจ้างเท่าไหรให้คุณทิ้งตวามฝันของตัวเอง"

หมาเห่า

ผมเป็นคนไม่ถูกกับสุนัขเท่าไหร เพราะแมวที่ผมรักก็ถูกพวกมันกัดตายไปหลายตัว และการรวมกลุ่มกันระเบิดเสียงเห่าก็เป็นนรกสำหรับคนชอบฟังความเงียบอย่างผม

แต่ในแง่ความเป็นอิสระแล้ว ผมก็รู้สึกสงสารสุนัขมากกว่าแมวที่จากผมไปพร้อมกับนอนกอดเสรีภาพที่เลือกจากสัญชาตญาณและสี่เท้าเล็กๆ ของตัวเอง ในขณะที่สุนัข (บางตัว) คงไม่มีมีสิทธิ์อันใดที่จะเลือกเดินออกจากบ้านหรือกรงแคบๆ ที่มันไม่พอใจ

ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านรั้วบ้านและได้ยินเสียงเห่าอย่างบ้าคลั่งหลังกรงที่สวยงามพวกนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าลองมองลึกเข้าไปแล้ว เจ้าของเสียงต้องการจะสื่ออะไรกับคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาอย่างเรา

"ฉันจะกัดแก!"

หรือ

"ช่วยฉันด้วย!"

Old trick doesn't work

อ่านบทความ Where Did VCs Go Wrong In Online Video? ที่อธิบายว่าทำไมธุรกิจวีดิโอออนไลน์ถึงยังล้มลุกคลุกคลานกันจนถึงวันนี้ (ไม่เว้นแม้แต้ YouTube ที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ) ซึ่งมีบทสรุปที่อ้างถึงเหตุการณ์คล้ายๆ กันสำหรับสมัยเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในอดีตคือ

We’re still in the early days of online video content and history is repeating itself. The film industry initially recreated theater and added a camera to record plays; early TV recreated radio and added a camera as well.

อ่านแล้วก็นึกถึงอีกหลายอย่างที่กำลังก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงแต่ยังคงยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เช่น

  • การทำการตลาดใน Social Media ที่ยังพยายามยัดเยียดเนื้อหาให้ผู้ชม
  • การทำเกมส์บน Mobile Device จอสัมผัสแต่ก็ยังอุตส่าห์ใส่ Virtual Keypad ลงไป
  • คนเริ่มจะดูวีดิโอออนไลน์มากกว่าทีวี แต่รายการ The Star กลับห้ามอัพโหลดคลิปขึ้น YouTube
  • การแก้ปัญหาลิขสิทธิ์ที่ยังไม่เห็นแสงสว่าง

แต่ถึงหลายเรื่องจะมีการนำวิธีใหม่มาใช้ก็ยังคงถูกปฏิเสธจากผู้ใช้อยู่ เพราะน้ำหนักฝั่งความเคยชินยังคงมากกว่าตวามสะดวกที่เกิดจากวิธีที่ต่างไปจากเดิม คงต้องรอดูกันต่อไปว่าอะไรจะมาถ่วงดุลจนสามารถดึงคนเราหลุดออกมาจากกรอบการใช้งานแบบเดิมๆ ได้

My First Ticket Purchase at ThaiTicketMajor

ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมากคนนึงแต่ไม่เคยได้ไปดูคอนเสิร์ตเลย (ยกเว้นงาน FaT Festival) เพราะศิลปินที่อยากดูไม่ค่อยจะเหลียวแลบ้านเราเท่าไหร หรือไม่ก็เป็นช่วงที่ไม่มีเงินพอดี (Keane มาตอนยังเรียนอยู่ไม่มีเงิน ส่วน 100 Rock Festival ที่ตั้งใจจะไปดู Manic Street Preachers ก็โดนยกเลิกเพราะสนามบินถูกปิด) พอได้ข่าวว่า Kings of Convenience จะมาเล่นที่ไทยก็ไม่พลาดที่จะต้องไปดู

แต่บังเอิญว่าวันที่ขายตั๋ววันแรกนั้นผมทำงานอยู่ต่างจังหวัดพอดี และช่องทางการซื้อออนไลน์ของ ThaiTicketMajor ผมก็ไม่สะดวกเท่าไหรเลยรอกลับมาซื้อที่กรุงเทพฯ เพราะคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหรจนกลัวว่าคอนเสิร์ตจะถูกยกเลิกด้วยซ้ำ

ปรากฏว่าบัตร 1,000 ใบถ้วนขายหมดตั้งแต่สองวันแรก

Read the rest of this entry »

The Fragmentation of Mobile Platform

จากที่เคยได้คุยกับ @champillon เรื่องอนาคตของ mobile platform และการมาของ iPad ทำให้อยากเขียนการคาดเดาของตัวเองว่าผลสุดท้ายของสงครามนี้จะออกมาในรูปแบบไหน แต่หลังจากได้อ่าน The Future of Web Content – HTML5, Flash & Mobile Apps ซึ่งได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ตัวเองยังคิดไปไม่ถึง ก็พบว่าบทความนี้น่าจะครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว

ตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จัก Ajax (ตอนประมาณปี 3) ก็รู้สึกได้ทันทีว่าเว็บจะมาแทนเดสก์ท็อปได้แน่นอน (เคยอยากทำโปรเจคจบเป็น WebOS แต่คิดไปคิดมาแล้วการเปลี่ยนระบบปฎิบัติการเป็นเว็บตรงๆ มันไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ที่ถูกที่ควรคือ SaaS) เพราะจุดสำคัญของมันคือเป็นอิสระไม่ขึ้นกับแฟลตฟอร์มใดๆ

และหลังจากการเปิดตัวของ iPad ที่ถึงจะสามารถใช้แอปพลิเคชั่นร่วมกับ iPhone OS ได้ แต่นักพัฒนาก็ต้องมา "ปรับแต่ง" แอปพลิเคชั่นให้เหมาะกับแต่ละอุปกรณ์อยู่ดี ทำให้เห็นภาพของการ "กระกัดกระจายของแพลตฟอร์ม" ที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความง่ายในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชั่นให้สามารถทำงานได้เทียบเท่า Native Application ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ทำให้สุดท้ายแล้วนักพัฒนาจะหนีมาซบอก HTML5 กันหมดหรือเปล่า

แต่ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป เพราะบทความข้างต้นมองในมุมกลับกันว่าแท้จริงแล้วจะเป็นผู้กำชัยชนะในสงครามแฟลตฟอร์มที่สามารถดึงคนมาใช้ได้มากที่สุดต่างหากที่จะกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเพราะ

Whether on the supply side of content and applications, or on the distribution and run-time side of the equation, what is abundantly clear is that reach is still king.

Unintentionally Spam

เราจะใส่ hashtag ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อความในทวีตกันไปเพื่ออะไร ?

Declaration Of Dependence

What we built is bigger
Than the sum of two

But somewhere
I lost count of my own
And somehow
I must find it alone

Kings Of Convenience กลับมาหมุนให้นาฬิกาที่ดูจะเดินเร็วกว่าความเป็นจริงได้เคลื่อนไหวในจังหวะที่เป็นสุขอีกครั้ง และทำให้ผมเข้าใจว่าน้ำค้างในยามเช้าที่รอเวลาดิ่งตัวลงสู่พื้นดินเบื้อง ล่างโดยไม่รีบเร่งนั้นมีความสุขเพียงใด

Kings of Convenience : Declaration Of Dependence

Winter loves song / ฤดูหนาวรักเสียงเพลง

ฟังเพลงอะไรในยามที่อากาศหนาวก็ดูจะเพราะไปหมด แม้แต่เพลงทีเคยรู้สึกเฉยๆ ก็กลับมาทำตัวน่าฟังอย่างบอกไม่ถูก

ปกติแล้วจะเป็นคนค่อนข้างเรื่องมากในการฟังเพลง เพราะรู้สึกว่าเช้าสายบ่ายเย็นนั้นเหมาะกับเพลงที่ต่างกันไป พอโลกหมุนไปครบอีกหนึ่งรอบเพลงเดิมในเวลาเดียวกันของเมื่อวานที่เคยบรรจงเลือกขึ้นมาฟังก็ดูจะไม่เข้ากับวันใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นซะแล้ว

แต่เมื่อสายฝนดูจะเริ่มเหนื่อยจากการทิ้งตัวเองลงเบื้องล่างและลมหนาวกำลังเดินทางมาทำหน้าที่แทน ความเรื่องมากก็ถูกเป่าทิ้งไปและฮาโลวีนของการฟังเพลงก็เริ่มต้นขึ้น

The Winter Effect

A common design of elevator buttons

เหตุเกิดเพราะไปขึ้นลิฟต์ต่างถิ่น

...

เวลาเราจะกดปุ่มในลิฟต์ที่ไม่เคยเข้า คงจะต้องเล็งกันก่อนนิดนึงว่า

  • แผงปุ่มกดอยู่ฝั่งไหน ลิฟต์ใหญ่พอทีจะมีทั้งสองฝั่งหรือเปล่า
  • ปุ่ม เปิด-ปิด ประตูอยู่เหนือหรือใต้แผงปุ่มเลขชั้น
  • ปุ่มเลขชั้นเรียงแบบไหน บนลงล่าง หรือ ล่างขึ้นบน
  • ถ้าแผงปุ่มเลขชั้นมีมากกว่าหนึ่งแถว เลขชั้นถัดไปจะอยู่ข้างๆ หรืออยู่ข้างบน
  • ฯลฯ

ลิฟต์แปลกหน้าที่ผมเข้าไปในคราวนี้นั้น ปุ่ม เปิด-ปิด ประตูอยู่เหนือแผงปุ่มเลขชั้นซึ่งมีเพียงแถวเดียว และเรียงจากล่างขึ้นบน

จังหวะที่ประตูกำลังจะปิดโดยอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้ (ผมไม่ได้กดปุ่มปิดประตูเพราะคนเข้ามาครบพอดี) มีคนวิ่งมาจะขอติดลิฟต์เที่ยวนี้ขึ้นไปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เจอทั่วไป ส่วนสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นต่อไปนั้นก็ธรรมดาคือ ผมกดปุ่มเปิดประตูค้างไว้จนกว่าคนที่วิ่งมาจะเข้ามาในลิฟต์

แต่สิ่งผมเห็นคือปุ่ม เปิด-ปิด ประตูยิ้มเยาะความคิดที่ตื้นเขินว่าทุกอย่างมันจะธรรมดาแบบนั้น เพราะไม่มีป้ายบอกไว้เลยว่าปุ่มไหนคือ เปิด หรือ ปิด ! (ผมไม่ได้สังเกตเลยตั้งแต่ตอนเข้ามา)

ความหวังที่จะไม่ต้องรอลิฟต์อีกนานโขของคนที่วิ่งมานั้นกำลังจะหายไปพร้อมกับภาพภายในลิฟต์ที่กำลังถูกหรี่ลงด้วยประตูอัตโนมัติ

จะด้วยความเคยชินหรืออะไรดลใจไม่ทราบได้ ผมเลือกกดปุ่มซ้ายในจังหวะที่ประตูงับตัวเองตัดขาดลิฟต์จากโลกภายนอก

และประตูก็เปิด

...

หลังจากวันนั้นผมลองสำรวจปุ่ม เปิด-ปิด ประตูลิฟต์ว่าตำแหน่งของปุ่ม เปิด และ ปิด นั้นวางตัวเองไว้อย่างไร ซึ่งก็พบว่าปุ่มเปิดอยู่ซ้ายและปุ่มปิดอยู่ขวาในลิฟต์ทุกตัวที่ผมเจอ การที่ผมเลือกกดปุ่มซ้ายในตอนนั้นอาจเป็นเพราะความเคยชินในข้อนี้ก็เป็นได้

การดีไซน์ที่มันมีความเป็น "Common" มีประโยชน์เช่นนี้เอง

Harry Potter and the Half-Blood Prince

Harry Potter and the Half-Blood Prince

ดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคล่าสุดรู้สึกเหมือนนั่งมองท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปตามเวลา จากภาคต้นๆ ที่ดูจะผจญภัยกันสนุกสนานเหมือนเด็กๆ วิ่งไล่จับกันในยามเช้า จนมาเริ่มอึมครึมในภาคที่แล้ว และเข้าสู่ความมืดมิดอย่างสมบูรณ์ในภาคนี้

Read the rest of this entry »