MLM on Twitter ?

หลังจากเริ่มเบื่อจากการถูกฟอลโลว์ด้วยแอคเคานท์ของสินค้าต่างๆ เลยมานั่งคิดว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการทำการตลาดบนทวิตเตอร์หรือเปล่า

โดยธรรมชาติของทวิตเตอร์เราได้รับข้อความอัพเดตจากแอคเคานท์ที่เราฟอลโลว์เป็นหลัก ผู้ที่ต้องการจะโปรโมตสินค้า่ทั้งหลายเลยพยายามจะให้เราไปฟอลโลว์สิ้นค้าของเขาให้ได้ด้วยการมาไล่ฟอลโลว์คนไปทั่ว (มีที่รีพลายมาหาบ้างแต่ดูจะเป็นวิธีที่ฉาบฉวย ไม่ยังยืน)

ลองคิดถึงผู้ชายที่จีบผู้หญิงไปทั่วไม่เลือกหน้า แน่นอนว่าอาจจะมีสักคนที่จีบติด แต่ชื่อเสียงความเจ้าชู้ของเขาก็อาจจะการจายไปทั่วด้วยการบอกปากต่อปาก ถ้าจีบไม่กี่คนแล้วติดก็ดีไป แต่ถ้ายิ่งนานชื่อเสียของเขาก็จะเป็นอุปสรรคในการเข้าหาผู้หญิงคนใหม่ (ยกเว้นไปเจอคนที่ชอบผู้ชายเจ้าชู้) ซึ่งถ้าทำการตลาดด้วยวิธีเดียวกันผลเสียจะยิ่งทวีคุณขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายคนนั้นถ้าจีบติดก็คือจบอาจไม่ต้องไปสนกับชื่อเสียอะไร แต่เรายังต้องการที่จะโปรโมตสินค้าไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นโจทย์ที่ต้องตีให้แตกจริงๆ คือจะทำยังไงให้คนมาฟอลโลว์มากกว่าไล่ฟอลโลว์มั่วไปหมด

แล้วปกติเวลาจะฟอลโลว์แอคเคานท์ไหนเราตัดสินใจจากอะไรบ้าง

  • คนรู้จัก
  • เพื่อนของคนรู้จักที่น่าสนใจ
  • คนที่น่าสนใจ
  • เพื่อนของคนที่น่าสนใจ ที่น่าสนใจ
  • ฯลฯ

ถ้าสินค้าหรือแบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักหรือกำลังเป็นที่สนใจในเวลานั้นคงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราเป็นหน้าใหม่ในวงการละ จะทำยังไง ?

ที่เห็นบ้างในตอนนี้คือการให้คนดังๆ (อาจไม่จำเป็นต้องเป็นดารา) ที่คนฟอลโลว์มีจำนวนมากในระดับหนึ่งทวีตถึงสินค้าหรือแบรนด์ที่จะโปรโมต ถ้าคนที่ฟอลโลว์สนใจก็จะตามไปฟอลโลว์แอคเคานท์ที่เขาพูดถึงเอง ซึ่งก็ดูจะเป็นวิธีที่ win-win ทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายที่จะขายก็ได้โปรโมต ส่วนผู้รับชมก็แทบไม่เสียอะไรเพราะก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะทวีตถึงแบรนด์หรือสินค้าที่เราเจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ก็แน่นอนว่าถ้ามากไปมันก็ไม่ดี ตรงส่วนนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทีมที่ทำการตลาดว่าเข้าใจสื่อใหม่กับนิสัยการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของลูกค้าตัวเองขนาดไหน

จากตรงนี้จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลในทวิตเตอร์ทำได้รวดเร็วมาก (น่าเชื่อถือหรือไม่เป็นอีกเรื่อง) เพราะเราฟอลโลว์และมีคนฟอลโลว์เราเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยเป็นธรรมดา เลยพาลคิดไปว่าถ้าธุรกิจที่ต้องการกระจายตัวเองไปแบบไฟลามทุ่งอย่างการขายตรงมันข้ามเข้ามาถึงในทวิตเตอร์จะทำยังไงดี

ถ้าเป็นใครสักคนที่เราไม่รู้จักอะไร การตัดสินใจกดอันฟอลโลว์ก็ง่ายนิดเดียว แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราล่ะจะทำยังไง ?

Do Levels of Relationship in Social Network Matter ?

ในทวิตเตอร์ เราอาจฟอลโลว์ตั้งแต่คนที่รู้จักในชีวิตจริง ใครสักคนที่รู้จักกันผ่านบล็อก ไปจนถึงแอคเคาน์ของแบรนด์สินค้า แต่ทั้งหมดนั้นเราฟอลโลว์เพราะสนใจในความเป็นไปของคน (หรือสิ่ง) ที่เราฟอลโลว์

ในชีวิตจริง เราก็ต้องการรู้ความเป็นไปของคนที่เรารู้จักหรือสิ่งที่เราสนใจเหมือนกัน แต่จะต่างตรงที่มี "ระดับความสัมพันธ์" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งจะเป็นตัวกำหนด "ความถี่" ในการรับรู้ความเป็นไปของคนเหล่านั้น เช่น เราอยากรู้ว่าแฟนของเราทำอะไรบ้างทุกวัน นัดกินข้าวกับเพื่อนสนิทอาทิตย์ละครั้งเพื่อคุยว่าอาทิตย์นี้เจออะไรมาบ้าง หรือ โทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนสมัยประถมนานๆ ครั้ง

แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้เราก็อยากรู้ว่าคนที่เรารู้จัก "(เกือบ) ทุกคน" กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางผลประโยชน์ ความสบายใจ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งก็คงทำได้ถ้าเราไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทาง "เวลา" ที่เราต้องใช้เพื่อทำการ "ติดต่อ" กับคนที่เราอยากรู้ความเป็นไป

ในการทำงาน ถ้าเรามีเวลาจำกัดแต่งานที่ต้องทำมีหลายชิ้น เราก็ต้องเลือกงานที่เร่งด่วน หรือมีความสำคัญมากที่สุดขึ้นมาทำก่อน

การบริหารความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน ถ้าเรามีเวลาว่างแค่น้อยนิด เราคงไม่เลือกที่จะโทรไปถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกับสิบกว่าปี แทนการไปอยู่กับคนที่เรารัก

เราจะสามารถทำแบบเดียวกันนี้ในสังคมแบบออนไลน์ได้หรือไม่

ถ้าเรานั่งเล่นอยู่กับกาแฟและเวลาอันเหลือเฟือในสตาร์บัค การนั่งอ่านอัพเดตของคนที่เราฟอลโลว์ทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องที่เราเจียดเวลามาใช้ได้อย่างสบาย แต่ถ้าเราอยู่ในช่วงพักห้านาทีระหว่างประชุม แล้วอยากรู้แค่ว่าเพื่อนในกลุ่มที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดจะทวีตว่าเจออะไรกันบ้าง การที่จะทำให้เราได้รับแค่อัพเดตของคนที่เราสนใจเป็นพิเศษในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะสามารถทำได้หรือไม่

คำตอบก็คือทำได้ ด้วยการใส่ฟีเจอร์เข้าไปในแอพพลิเคชั่นของสังคมแบบออนไลน์ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินความสามารถของผู้พัฒนา

แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ใช้ต้องการมันจริงๆ หรือไม่

ถ้าเรายังคงแบ่งแยกสังคมแบบออนไลน์ออกจากสังคมในโลกความเป็นจริงอยู่ ระดับความสัมพันธ์ก็ไม่มีผลอะไรในโลกออนไลน์ เพราะยังไงเราก็ติดต่อกับคนที่มีความสำคัญด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว

หรือเราจะให้สังคมในชีวิตจริงถูกแทนที่ด้วยสังคมแบบออนไลน์ และกำหนดระดับความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นตัวช่วยตัดสินความสำคัญในการติดต่อกับบุคคลนั้น

หรือในสังคมแบบออนไลน์นั้น ต้นทุนทั้งทางค่าใช้จ่ายและเวลาในการติดต่อกับผู้อื่นมีค่าแทบไม่ต่างกัน ทำให้ระดับความสัมพันธ์ไม่เป็นปัจจัยในการเลือกที่จะติดต่อใครสักคนอีกต่อไป

And then a hero comes along

HTC Hero

ของคนอื่นเค้า

รัก/เพื่อน

A : สวัสดี

B : เธอมาหาฉันทำไม

A : คุยเรื่องของเรา

B : ฉันไม่อยากได้ยินคำนั้น เธอกับฉันเลิกกันแล้ว ไม่มีเราอีกต่อไป

A : ก่อนหน้าที่เรา เอ่อ คุณกับผมจะรักกัน ทำไมถึงใช้คำว่าเราได้ล่ะ

B : เรื่องนั้นช่างมันเถอะ มีธุระอะไรก็ว่ามา จะใช้คำว่าเราก็ได้ถ้ามันจะทำให้บทสนทนาสั้นลง

A : ผมอยากให้คุณทบทวนเรื่องของคนสองคนที่กำลังนั่งคุยกันในร้านกาแฟที่พวกเขาได้พบและ
จากลาความรัก

B : ฉันไม่ชอบกาแฟใส่ครีม เธอจะทำให้มันกลับกลายเป็นกาแฟดำได้อย่างงั้นหรือ

A : แค่สั่งแก้วใหม่เท่านั้น

B : โดยไม่ถามฉันก่อนว่ายังอยากดื่มอยู่หรือเปล่า ช่างคิดถึงแต่ตัวเองจริงนะ

A : จะทำอะไรให้คนอื่นโดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนไม่ได้เชียวหรือ

B : ถ้าเธอสบายใจ นั่นก็เรียกสิ่งตอบแทน

A : อาจจริง

B : เธอยังตัดใจไม่ได้ ?

A : ตรงข้าม คู่รักเหมือนนักชกบนเวที ถ้าไม่มีฝ่ายใดถูกอัดลงไปนอนนับสิบ ความตายก็จะมาเป็นกรรมการแยกทั้งคู่ในตอนท้ายอยู่ดี ผมแค่รู้สึกว่าคุณยังตัดใจไม่ได้

B : อะไรทำให้เธอคิดแบบนั้น

A : คุณยังไปนั่งตรงที่ผมชอบนัดเจอกับคุณ

B : ที่ตรงนั้นวิวดี ฉันแค่อยากไปผ่อนคลายสมองหลังจากทำงาน

A : สร้อยที่คุณใส่นั้นคุณบ่นว่าไม่ชอบ แต่คุณก็ยังใส่อยู่และเคยบอกว่าเป็นเพราะมันเป็นตัวแทนความรักของเราเลยยังยอมทนใส่อยู่

B : วันนี้อากาศหนาวและฉันใส่เสื้อคอสูง คุณอาจไม่เห็นว่าสร้อยไม่อยู่แล้ว ก็ถูกของคุณ ฉันเคยตัดใจไม่ได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว

A : ถ้าเช่นนั้นผมก็สบายใจ

B : ง่ายแค่นี้เชียว

A : เหมือนการมาและจากไปของความรัก

B : ฉันขอถามเธอหน่อย หลังจากไปนอนบนพื้นเวทีเพราะฝีมือฉันแล้ว ออกจากสนามไปเธอจะยังนับฉันเป็นเพื่อนอยู่ไหม

A : ผู้มีน้ำใจนักกีฬาย่อมยอมรับความพ่ายแพ้ ถ้าเป็นเพื่อนกันไม่ได้หลังจากความรู้สึกนั้นหมดไปแล้ว ผมไม่อาจเรียกสิ่งที่เกิดก่อนหน้านั้นว่าความรักได้เต็มปากนัก

B : ถ้าเช่นนั้นฉันก็ดีใจที่เคยรักคนอย่างเธอ

A : ผมก็ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ

B : อากาศดีเกินกว่าจะกลับบ้านในเวลานี้ เราไปเดินเล่นกันเถอะนะ

ถ้าหนึ่งวันมีไม่ยี่สิบสี่ชั่วโมง

A : วันนี้งานยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย
B : ถ้าวันนึงมีเวลามากกว่านี้ก็ดีน่ะสิ เธอว่าถ้า 1 วันมี 36 ชั่วโมง คนเราจะทำอะไร
A : คงใช้ 36 ชั่วโมงนั้นอย่างไร้ค่า แล้วเฝ้าวิงวอนขอให้ 1 วันมี 48 ชั่วโมง

3G doesn't cover Major Ratchayothin

No internet connection at Major Ratchayothin ?

วันนี้ Dtac เปิดตัว 3G เลยนึกถึงรูปนี้ขึ้นมา

ยาชาทางอารมณ์

A : เธอไปโกหกเขาทำไม
B : ฉันไม่อยากให้เขาเจ็บปวด
A : คำโกหกของเธอนั้นคล้ายยาชา
B : ก็จริง การไม่รู้อาจจะดีกว่า .. ว่าแต่ทำไมเธอใช้คำว่า "คล้าย"
A : สิ่งที่แตกต่างคือพอคำโกหกหมดฤทธิ์แล้ว มันจะทำให้เจ็บปวดกว่าเดิม

It's not free

A : เราได้กลิ่นหอมลอยมาตามลม ไปเก็บผลไม้ในป่ามากินกันเถอะ
B : ขี้เกียจอ่ะ ทำไมออกผลมาให้กินแล้วไม่ตกพื้นกลิ้งมาใกล้บ้านนะ จะได้หยิบง่ายหน่อย
A : งั้นก็ไปซื้อที่ตลาดสิ

A gift

B : นี่เธอ เราซื้อมือถือเครื่องนี้ให้คุณ Z ดีมั้ย
A : สเป็คดี ดีไซน์เรียบหรู ใครจะไม่ชอบ
B : เสียดายเปลี่ยนแบตเองไม่ได้
A : พอร้านเสื้อผ้ามี end of season sale ที ก็เปลี่ยนมือถือกันทีไม่ใช่หรือ แบตมันยังไม่เสื่อมหรอกนะ
B : ก็คนอื่นเค้าเปลี่ยนกันนี่นา
A : แล้วแต่เธอ แต่ปกติคุณ Z เค้าก็ไม่ถูกกับเธอนี่ จะซื้อให้ในโอกาสอะไรเราคิดไม่ออก
B : เราเพิ่งอ่านข่าวเจอว่ารุ่นนี้ใช้ไปมันระเบิดตัวเองได้น่ะ
A : ...

A common design of elevator buttons

เหตุเกิดเพราะไปขึ้นลิฟต์ต่างถิ่น

...

เวลาเราจะกดปุ่มในลิฟต์ที่ไม่เคยเข้า คงจะต้องเล็งกันก่อนนิดนึงว่า

  • แผงปุ่มกดอยู่ฝั่งไหน ลิฟต์ใหญ่พอทีจะมีทั้งสองฝั่งหรือเปล่า
  • ปุ่ม เปิด-ปิด ประตูอยู่เหนือหรือใต้แผงปุ่มเลขชั้น
  • ปุ่มเลขชั้นเรียงแบบไหน บนลงล่าง หรือ ล่างขึ้นบน
  • ถ้าแผงปุ่มเลขชั้นมีมากกว่าหนึ่งแถว เลขชั้นถัดไปจะอยู่ข้างๆ หรืออยู่ข้างบน
  • ฯลฯ

ลิฟต์แปลกหน้าที่ผมเข้าไปในคราวนี้นั้น ปุ่ม เปิด-ปิด ประตูอยู่เหนือแผงปุ่มเลขชั้นซึ่งมีเพียงแถวเดียว และเรียงจากล่างขึ้นบน

จังหวะที่ประตูกำลังจะปิดโดยอัตโนมัติตามเวลาที่ตั้งไว้ (ผมไม่ได้กดปุ่มปิดประตูเพราะคนเข้ามาครบพอดี) มีคนวิ่งมาจะขอติดลิฟต์เที่ยวนี้ขึ้นไปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เจอทั่วไป ส่วนสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นต่อไปนั้นก็ธรรมดาคือ ผมกดปุ่มเปิดประตูค้างไว้จนกว่าคนที่วิ่งมาจะเข้ามาในลิฟต์

แต่สิ่งผมเห็นคือปุ่ม เปิด-ปิด ประตูยิ้มเยาะความคิดที่ตื้นเขินว่าทุกอย่างมันจะธรรมดาแบบนั้น เพราะไม่มีป้ายบอกไว้เลยว่าปุ่มไหนคือ เปิด หรือ ปิด ! (ผมไม่ได้สังเกตเลยตั้งแต่ตอนเข้ามา)

ความหวังที่จะไม่ต้องรอลิฟต์อีกนานโขของคนที่วิ่งมานั้นกำลังจะหายไปพร้อมกับภาพภายในลิฟต์ที่กำลังถูกหรี่ลงด้วยประตูอัตโนมัติ

จะด้วยความเคยชินหรืออะไรดลใจไม่ทราบได้ ผมเลือกกดปุ่มซ้ายในจังหวะที่ประตูงับตัวเองตัดขาดลิฟต์จากโลกภายนอก

และประตูก็เปิด

...

หลังจากวันนั้นผมลองสำรวจปุ่ม เปิด-ปิด ประตูลิฟต์ว่าตำแหน่งของปุ่ม เปิด และ ปิด นั้นวางตัวเองไว้อย่างไร ซึ่งก็พบว่าปุ่มเปิดอยู่ซ้ายและปุ่มปิดอยู่ขวาในลิฟต์ทุกตัวที่ผมเจอ การที่ผมเลือกกดปุ่มซ้ายในตอนนั้นอาจเป็นเพราะความเคยชินในข้อนี้ก็เป็นได้

การดีไซน์ที่มันมีความเป็น "Common" มีประโยชน์เช่นนี้เอง