Civilized Rage
A : "นี่เธอ เราซื้อเสื้อมาฝาก"
B : "ฉันใส่ไม่ได้"
A : "ขนาดก็พอดีนี่ หรือช่วงนี้เธอเอาแต่นั่งดูข่าวในทีวีเลยน้ำหนักขึ้น"
B : "ฉันไม่ได้เสพติดข่าวอย่างงอมแงมขนาดนั้น และก็ยังออกไปเปิดหูเปิดตาดูอะไรด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น"
A : "โถ่ๆ เสียดายนะ เสื้อรณรงค์ให้ใช้ความ 'สันติ' ที่กำลังนิยมกันอยู่เชียว"
B : "คนที่กล่าวร้ายอย่างเกรี้ยวกราดใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างฉันจะมีหน้าใส่เสื้อตัวนั้นได้ยังไง"
หมาเห่า
ผมเป็นคนไม่ถูกกับสุนัขเท่าไหร เพราะแมวที่ผมรักก็ถูกพวกมันกัดตายไปหลายตัว และการรวมกลุ่มกันระเบิดเสียงเห่าก็เป็นนรกสำหรับคนชอบฟังความเงียบอย่างผม
แต่ในแง่ความเป็นอิสระแล้ว ผมก็รู้สึกสงสารสุนัขมากกว่าแมวที่จากผมไปพร้อมกับนอนกอดเสรีภาพที่เลือกจากสัญชาตญาณและสี่เท้าเล็กๆ ของตัวเอง ในขณะที่สุนัข (บางตัว) คงไม่มีมีสิทธิ์อันใดที่จะเลือกเดินออกจากบ้านหรือกรงแคบๆ ที่มันไม่พอใจ
ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านรั้วบ้านและได้ยินเสียงเห่าอย่างบ้าคลั่งหลังกรงที่สวยงามพวกนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าลองมองลึกเข้าไปแล้ว เจ้าของเสียงต้องการจะสื่ออะไรกับคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาอย่างเรา
"ฉันจะกัดแก!"
หรือ
"ช่วยฉันด้วย!"
Old trick doesn't work
อ่านบทความ Where Did VCs Go Wrong In Online Video? ที่อธิบายว่าทำไมธุรกิจวีดิโอออนไลน์ถึงยังล้มลุกคลุกคลานกันจนถึงวันนี้ (ไม่เว้นแม้แต้ YouTube ที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ) ซึ่งมีบทสรุปที่อ้างถึงเหตุการณ์คล้ายๆ กันสำหรับสมัยเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในอดีตคือ
We’re still in the early days of online video content and history is repeating itself. The film industry initially recreated theater and added a camera to record plays; early TV recreated radio and added a camera as well.
อ่านแล้วก็นึกถึงอีกหลายอย่างที่กำลังก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงแต่ยังคงยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เช่น
- การทำการตลาดใน Social Media ที่ยังพยายามยัดเยียดเนื้อหาให้ผู้ชม
- การทำเกมส์บน Mobile Device จอสัมผัสแต่ก็ยังอุตส่าห์ใส่ Virtual Keypad ลงไป
- คนเริ่มจะดูวีดิโอออนไลน์มากกว่าทีวี แต่รายการ The Star กลับห้ามอัพโหลดคลิปขึ้น YouTube
- การแก้ปัญหาลิขสิทธิ์ที่ยังไม่เห็นแสงสว่าง
แต่ถึงหลายเรื่องจะมีการนำวิธีใหม่มาใช้ก็ยังคงถูกปฏิเสธจากผู้ใช้อยู่ เพราะน้ำหนักฝั่งความเคยชินยังคงมากกว่าตวามสะดวกที่เกิดจากวิธีที่ต่างไปจากเดิม คงต้องรอดูกันต่อไปว่าอะไรจะมาถ่วงดุลจนสามารถดึงคนเราหลุดออกมาจากกรอบการใช้งานแบบเดิมๆ ได้
My First Ticket Purchase at ThaiTicketMajor
ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมากคนนึงแต่ไม่เคยได้ไปดูคอนเสิร์ตเลย (ยกเว้นงาน FaT Festival) เพราะศิลปินที่อยากดูไม่ค่อยจะเหลียวแลบ้านเราเท่าไหร หรือไม่ก็เป็นช่วงที่ไม่มีเงินพอดี (Keane มาตอนยังเรียนอยู่ไม่มีเงิน ส่วน 100 Rock Festival ที่ตั้งใจจะไปดู Manic Street Preachers ก็โดนยกเลิกเพราะสนามบินถูกปิด) พอได้ข่าวว่า Kings of Convenience จะมาเล่นที่ไทยก็ไม่พลาดที่จะต้องไปดู
แต่บังเอิญว่าวันที่ขายตั๋ววันแรกนั้นผมทำงานอยู่ต่างจังหวัดพอดี และช่องทางการซื้อออนไลน์ของ ThaiTicketMajor ผมก็ไม่สะดวกเท่าไหรเลยรอกลับมาซื้อที่กรุงเทพฯ เพราะคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหรจนกลัวว่าคอนเสิร์ตจะถูกยกเลิกด้วยซ้ำ
ปรากฏว่าบัตร 1,000 ใบถ้วนขายหมดตั้งแต่สองวันแรก
No one uses poll anymore
ไปเจอผลการสำรวจความเห็นของผู้ใช้เกี่ยวกับ iPad ที่น่าสนใจมา
ที่น่าสนใจไม่ใช่ความเห็นของผู้ใช้ต่อ iPad ว่ามันแย่ยังไง (อันนั้นรู้กันอยู่แล้ว) แต่เป็นวิธีการรวมรวบข้อมูล เพราะถึงหน้าตาจะดูเหมือนผลการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม แต่ข้อมูลดิบนั้นรวบรวมมาจาก "ทวีต" จำนวนเกือบครึ่งล้านข้อความของผู้ใช้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับ iPad หลังการเปิดตัว ซึ่งผู้รวบรวมและนำข้อมูลมาประมวลผลคือ TweetFeel
The Fragmentation of Mobile Platform
จากที่เคยได้คุยกับ @champillon เรื่องอนาคตของ mobile platform และการมาของ iPad ทำให้อยากเขียนการคาดเดาของตัวเองว่าผลสุดท้ายของสงครามนี้จะออกมาในรูปแบบไหน แต่หลังจากได้อ่าน The Future of Web Content – HTML5, Flash & Mobile Apps ซึ่งได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ตัวเองยังคิดไปไม่ถึง ก็พบว่าบทความนี้น่าจะครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว
ตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จัก Ajax (ตอนประมาณปี 3) ก็รู้สึกได้ทันทีว่าเว็บจะมาแทนเดสก์ท็อปได้แน่นอน (เคยอยากทำโปรเจคจบเป็น WebOS แต่คิดไปคิดมาแล้วการเปลี่ยนระบบปฎิบัติการเป็นเว็บตรงๆ มันไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ที่ถูกที่ควรคือ SaaS) เพราะจุดสำคัญของมันคือเป็นอิสระไม่ขึ้นกับแฟลตฟอร์มใดๆ
และหลังจากการเปิดตัวของ iPad ที่ถึงจะสามารถใช้แอปพลิเคชั่นร่วมกับ iPhone OS ได้ แต่นักพัฒนาก็ต้องมา "ปรับแต่ง" แอปพลิเคชั่นให้เหมาะกับแต่ละอุปกรณ์อยู่ดี ทำให้เห็นภาพของการ "กระกัดกระจายของแพลตฟอร์ม" ที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความง่ายในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชั่นให้สามารถทำงานได้เทียบเท่า Native Application ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ทำให้สุดท้ายแล้วนักพัฒนาจะหนีมาซบอก HTML5 กันหมดหรือเปล่า
แต่ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป เพราะบทความข้างต้นมองในมุมกลับกันว่าแท้จริงแล้วจะเป็นผู้กำชัยชนะในสงครามแฟลตฟอร์มที่สามารถดึงคนมาใช้ได้มากที่สุดต่างหากที่จะกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเพราะ
Whether on the supply side of content and applications, or on the distribution and run-time side of the equation, what is abundantly clear is that reach is still king.



