#ThaiFlood Tweets Search

มีความคิดเมื่อนานมาแล้วว่าถ้าข้อความในทวิตเตอร์มันแทนกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งได้แล้ว เราจะเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

อย่างง่ายที่สุดก็คือการค้นหาว่ามีอะไรเกี่ยวกับหัวข้อที่เราสนใจที่เกิดขึ้น "เดี๋ยวนี้" บ้าง ซึ่งในส่วนนี้ทวิตเตอร์ก็มีระบบค้นหาให้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันตัดคำภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าไหร (ส่วนหัวหรือท้ายคำต้องเป็นช่องว่าถึงจะหาเจอ) เลยใช้งานอะไรไม่ได้เต็มที่นัก แต่ก็เป็นปัญหาที่แก้ได้ไม่ยากแค่ต้องอาศัยความถึกหน่อย คือเอาทวีตทั้งหมดมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลแล้วใช้ Full text search เอา ซึ่งพอมานั่งคำนวณต้นทุนของระบบที่จะใช้รองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลขนาดนี้แล้วก็เกิดอาการหน้ามืด เลยพับโครงการนี้เก็บไปก่อน

พอดีช่วงนี้มีภัยน้ำท่วมเข้ามาก็เลยต้องหาข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์ แต่นั่งรอฟังข่าวก็ไม่ทันใจเท่าไหร โชคดีที่ในทวิตเตอร์มีการใส่แท็ก #ThaiFlood เอาไว้ทำให้ติดตามข้อมูลได้รวดเร็วมาก แต่ก็ยังใช้งานได้ไม่เต็มที่อยู่ดีเพราะถ้าต้องการข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเช่น ข้อมูลน้ำท่วมภายในกรุงเทพฯ ก็จะต้องใช้คำค้นว่า "#thaiflood กรุงเทพ" ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ละเอียดนักเพราะกลับไปติดปัญหาเดิมคือเรื่องการตัดคำภาษาไทย

คิดไปคิดมาพบว่าขอบเขตของข้อมูลลดลงมาก เพราะเก็บแค่ทวีตที่ติดแท็ก #ThaiFlood (กับอะไรอีกนิดหน่อย) ก็น่าจะพอแล้ว เลยได้เวลาโยนข้ออ้างทิ้งแล้วลงมือทำโปรเจคที่คิดเอาไว้เสียที

Read the rest of this entry »

Portal 2

เล่นจบไปนานมากแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเขียนถึงเกมดีๆ แบบนี้

ถ้าเคยได้เห็นตัวอย่างมาบ้างจะรู้สึกเลยว่าเกมนี้มีแนวทางการเล่นที่ต่างไปจากบรรดาญาติในตระกูล FPS ทั้งหลายตรงแทนที่จะใช้ปืนยิงศัตรูที่วิ่งไปมาในฉาก ก็ใช้ปืน (Portal Gun) ยิงใส่สภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อดัดแปลงมันให้เป็นไปตามไอเดียของเราว่าจะแก้ปัญหาที่เจอในขณะนั้นได้ยังไง

ต้องยอมรับว่ารูปแบบการเล่นที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคแรกนั้นทำออกมาได้ดีมาก ชนิดที่ถึงจะคาดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วก็ยังรู้สึกทึ่งกับความสร้างสรรค์และทะเยอทะยานของทีมพัฒนาที่พยายามใส่ความสนุกและตื่นตาตื่นใจเอาไว้ในตัวเกมให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อเล่นไปสักระยะหนึ่งมันก็เริ่มรู้สึกเบื่อที่ต้องทำอะไรซ้ำเดิมไปมาบนกลไกและเงื่อนไขของเกม สิ่งเดียวที่เพิ่มขึ้นไปตามเวลาการเล่นก็มีแค่ความยากที่บางทีก็เห็นทางออกแล้วแต่ขี้เกียจทำเท่านั้นเอง และเมื่อเล่นไปได้ประมาณสามในสี่ของเนื้อเรื่องทั้งหมด ผมก็ถอนหายใจพร้อมกับรำพันกับตัวเองในใจว่า "อะไรวะ แก้ปริศนาอีกแล้วเรอะ!" จากนั้นก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปทำอะไรอย่างอื่นสักพักหลังจากเล่นติดต่อกันมาประมาณหกชั่วโมง ก่อนที่จะหันกลับมามองโน๊ตบุคที่ผมใช้เล่นเกม หายใจเข้าจนสุดปอดแล้วปล่อยมันออกมา จากนั้นก็กลับไปเล่นต่อ

ผมอยากรู้ว่าเรื่องมันจะจบยังไง

Read the rest of this entry »

Semantic Web

Longtime tech pundit and thinker Esther Dyson posted on Twitter today that Facebook was launching the “semantic Web” without calling it that. Good, because hardly anyone ever understood what that meant. But Zuckerberg in effect summarized it in common parlance and defined what the semantic Web is: “Last year we announced the open graph, so you could connect to all the things in the world. This year, we’re taking the next step—we’re going to make it so that you can connect to anything you want in any way you want.” The original idea of the semantic Web, promoted most of all by Web inventor Tim Berners-Lee, generally omitted people. Perhaps only Facebook, based on genuine identity, could build a real semantic Web that centers around people and what they do.

จาก Facebook's Changes—It's All About the Platform

On Writing

On Writing

“If you intend to write as truthfully as you can, your days as a member of polite society are numbered.”

On Writing เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเขียน ที่เขียนโดยนักเขียนที่ชื่อ Stephen King ซึ่งเป็นนักเขียนที่ผมชอบงานเขียนของเขามาก (โดยเฉพาะนิยายชุด The Dark Tower ที่เขาตั้งใจว่าจะเขียนให้หนากว่าคัมภีร์ไบเบิล)

Stephen King แบ่งหนังสือเป็นสามช่วง โดยช่วงแรกจะเล่าตั้งแต่เขาจำความได้นจนถึงได้รับเงิน $200,000 จากการขายนิยาย (แค่เรื่องเดียว) ซึ่งเป็นเหมือนการแสดงให้เห็นว่ากว่าจะมาถึงทุกวันนี้เขาเจออะไรมาบ้าง และสิ่งเหล่านั้นได้หลอมรวมเขาให้กลายเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ยังไง

Read the rest of this entry »

Living in harmony

ผมตื่นเช้าขึ้นมาด้วยนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต้ะข้างหัวนอน หลังจากหยุดปลุกผมแล้วมันก็แสดงรายการของสิ่งที่ผมควรจะต้องรู้ในเช้าวันนี้ มีอีเมลจากทีมที่อยู่ในอีกทวีปหนึ่ง 3 ฉบับ และนอกนั้นก็เป็นข่าวประจำวัน

โทรศัพท์เครื่องเดิมที่ปลุกผมอ่านอีเมลจบก่อนที่ผมจะอาบน้ำเสร็จ เนื่องจากเป็นแค่รายงานสรุปผลที่ไม่มีอะไรมากนัก ผมจึงสั่งให้โทรศัพท์อ่านข่าวในหัวข้อที่ผมสนใจต่อไป ต้องขอบคุณอัพเดตเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้ว ผมจึงไม่ต้องปิดฝักบัวก่อนออกคำสั่งเพื่อป้องกันไม่ให้โปรแกรมสับสนระหว่างเสียงผมกับเสียงน้ำกระทบกับพื้น

หลังจากจิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารได้สักพัก ผมก็รู้สึกอยากเห็นสถานการณ์ของข่าวที่กำลังฟังจากโทรศัพท์ จึงหยิบ Tablet ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาปลด lock เพื่อดูวีดิโอประกอบ แต่กลับไม่มีอะไรน่าสนใจอย่างที่คิดจึงปิด Tablet และวางมันกลับไว้ที่เดิม พร้อมกับเสียงอ่านข่าวที่เงียบลงกลางคัน ก่อนที่จะดังขึ้นอีกครั้งเพื่ออ่านข่าวถัดไป

Read the rest of this entry »

Windows 8

ยังไม่มีเวลาดูรายละเอียดเท่าไหร ทดภาพรวมที่เข้าใจเอาไว้ก่อน

  • ทุกคนกำลังขยายอำนาจจากพื้นที่ที่ตัวเองถือครองอยู่ออกไปยังเขตที่ตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร
  • Web Application จะกลายเป็นเนื้อเดียวไปกับ Native Application
  • จากแนวคิดในการพัฒนา เหมือน Microsoft พยายามจะให้เราใช้ Tablet เป็น Desktop ไปด้วย (ในบริบทที่ต่างกัน) ทีมที่ทำ Windows 8 ก็คงจะรู้ข้อจำกัดเรื่องความแตกต่างในการใช้งานดีอยู่แล้ว และคงพยายามจะออกแบบการสับเปลี่ยนระหว่าง Desktop และ Tablet ให้ออกมาเนียน และ ไร้รอยต่อ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ซึ่งถ้าทำออกมาได้ดีก็น่าจะถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดการออกแบบในวงการได้เลยทีเดียว)
  • การมาของ Windows 8 ดูแล้วเหมือนจะเปิดศึกกับ Apple แต่คิดว่าเบอร์ 2 ในตลาด Tablet อย่าง Google น่าจะต้องหนักใจมากกว่าสำหรับช่วงแรก เพราะคนที่ใช้ iPad คงไม่เปลี่ยนใจกันง่ายนัก แต่ตลาดที่เหลือ (คนที่ไม่ใช้ iPad ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) นั้นยังมีที่ว่างให้ช่วงชิงอีกมาก Google ที่เป็นเจ้าของพื้นที่อยู่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ดีนัก คนน่าจะใช้เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นมากกว่า
  • พอ HTML5/Javascript มีสถานภาพเทียบเท่ากับ Native Application มากขึ้น ก็น่าสนใจว่า Apple จะมีท่าทียังไง
  • แต่การเปิดตัวอะไรสักอย่างของ Apple อาจทำให้ทั้งหมดนี้อาจกลายเป็นฝุ่นไปเลยก็ได้

ณ จุดนนี้ก็น่าเป็นห่วง Google อยู่เหมือนกันนะ

I don't care

Yet again, I eventually found myself rethinking about my life as the way to break through the only locked door in this room. Looking back, there is another door and it lead to the same type of this room, which I just escape from. And, yeah, there is another door in previous room that doesn't share its existence with this one. I guess if I keep trying to describe the link between those doors and rooms it will end up like taking you somewhere deeper into our galaxy and stop in front of the black hole that trying to swallow itself again, again and again.

You may start to wonder what on earth am I doing? Well, I really have no idea either. But I just don't want to stop. I can't even think about how to stop. All I know is to be honest with myself, and keep doing whatever I believe it will help me break this goddamn door.

But, what if it's just a door of another room?

Well, I don't care.

What if there is no escape at all?

I dont' care.

What if I have to break the doors until the last moment of my life?

Fuck you. I don't care.

Humanized

Hello there!

รู้สึกน่าฝากคอมเมนต์ไว้เพิ่มขึ้น 1000%

เที่ยวหัวหิน 2554

ถ้าไม่นับการไปเที่ยวที่มีทะเลเป็นแค่ทางผ่าน ก็ถือว่าไม่ได้ไปเที่ยวทะเลมาเสียนานจนพลังชีวิตเริ่มหดตัวลงเรื่อยๆ (มาเข้าใจก็ตอนกลับถึงบ้านแล้ว) พอดีเห็น @champillon ทวีตบ่นว่าอยากไปทะเลก็เลยได้ทริปเที่ยวหัวหินฟ้าผ่ากันแบบงงๆ แต่สมใจอยากไปตามๆ กัน

ไปเที่ยวคราวนี้รู้สึกแปลกจากแต่เดิมไปอย่างคือถ่ายรูปน้อยลงมาก ถึงจะไม่ได้เอากล้อง DSLR ไปเพราะกลัวฝนปกติผมก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปแทนอยู่แล้ว แต่พอพี่ชายขอดูรูปแล้วมานั่งนับจำนวนดูมันก็น้อยมากเสียจนแปลกใจตัวเอง (ท้องฟ้าช่วงหน้าฝนที่มีมิติเดียวตลอดทั้งวันคงจะมีผลบ้างไม่มากก็น้อย)

แต่สิ่งที่เห็นเรื่องการถ่ายรูปของคนที่ไปเที่ยว คือ ถ่ายรูปกันเยอะมากจนแทบจะตลอดเวลา (ตอนขากลับผมเจอมือถือยื่นออกมาจากหน้าต่างของคนขับรถที่เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อหยุดรถถ่ายรูปบนกลางสะพานข้ามแม่น้ำที่มีแค่สองเลน!) ถ้าผมมีเงินไปเปิดร้านอาหารแถวนั้นคงจะต้อง 1) ทำป้ายร้านให้ควรค่าแก่การถ่ายรูปคู่ 2) จัดแสงตรงโต๊ะอาการให้ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดีทั้งอาหารและคนกิน 3) มี wifi ฟรีเอาไว้ให้อัพรูปที่ถ่ายทั้งหมดขึ้นเฟสบุ๊คได้ทั้นที

ส่วนเรื่องการวางแผนเดินทางก็ไม่ถือว่าแปลกอะไร คือ ก่อนไปก็ไม่ได้โทรหากันเลย ใช้ Twitter กับ Google Talk คุยกันเป็นหลัก อาจเพราะพักที่เดิมเลยง่ายหน่อย ส่วนที่เที่ยวก็ค่อยจิ้มหาใน Google กับ Foursquare เอาตอนถึงที่พัก ใครทำ SEO ดีกับมีคน Check-in เยอะก็ได้อานิสงส์ไป

ต่อไปเป็นโน๊ตของสถานที่ต่างๆ ที่ไปมา เผื่อไปเที่ยวอีกจะได้ไม่ลืม

Read the rest of this entry »

Super 8

ตามปกติแล้วเวลาดูหนังผมจะไม่ค่อยคาดหวังจากผลงานที่ผ่านมาของผู้กำกับหรือบริบทต่างๆ มากนัก เพราะก็มีหลายครั้งที่ผมพบว่าการคาดหวังนั้นทำให้ดูหนังไม่สนุกเอาเสียเลย

Super 8 ก็ช่วยให้ผมมั่นใจอีกครั้งว่าผมคิดถูก

ไม่ใช่ชื่อเสียงของทีมงานอย่าง J.J. Abrams หรือ Steven Spielberg แต่เป็นการวางตัวของหนังไม่ว่าจะเป็นใบปิดหนังหรือตัวอย่างที่ทิ้งความอยากรู้ให้คนที่ดูจบ (อย่างน้อยก็ผมคนนึง) สงสัยว่าหนังมันมีอะไรดีถึงได้มีตัวอย่างให้ดูแค่นี้!

ซึ่งหลังจากได้ดูจบก็พบว่ามีดีจริงๆ แต่ยังดีไม่พอกับความคาดหวังที่สร้างให้คนดูอย่างไม่รู้ตัว เหมือนนักยิมนาสติกฝีมือดีแต่เรียกท่ายากแล้วแสดงออกมาได้ไม่ถึงเกณฑ์

ไม่ใช่ว่าตัวหนังไม่มีอะไรดีเลย ที่จริงแล้วต้องบอกว่าดีมากเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่อง การกำกับภาพที่เนี๊ยบไม่มีที่ติ ดนตรีและเสียงประกอบที่ทำเอาผมขวัญผว่า การแสดงที่สุดยอดของเด็กๆ ที่เป็นตัวละครหลักในเรื่อง และแถมฉากรถไฟตกรางสุดวินาศสันตะโรที่สุดในชีวิต (ของผม) อีกหนึ่งฉาก

แต่ตัวคูณความยากที่ทำให้ความดีงามทั้งหลายพังทลายไปก็คือประเด็นต่างๆ ในหนังที่ไม่ได้พัฒนาอย่างลื่นไหลไปจนสุดทางเท่าที่ควร ทำให้เกิดความสงสัย ไม่ต่อเนื่อง และรู้สึกสะดุดไปตลอดทาง จนทำให้บางทีผมก็รู้สึกไปเองว่าความสวยงามที่เห็นเป็นแค่สูตรสำเร็จที่เอามาใช้ผิดที่ผิดเวลาเท่านั้นเอง

สรุป : ถ้าหลับตาข้างนึงมองแค่องค์ประกอบต่างๆ Super 8 ก็เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แต่พอเปิดตาอีกข้างก็จะเจอกับภาพรวมที่ค่อนข้างขัดใจ

สรุป (spoil) :
สงสัย Spielberg จะอยากทำ E.T. แบบเลือดสาด